Animated Flashy Red Outlined Love

บทความที่น่าใจ





บทความที่ 1 สร้างความมั่นใจ จากวิธีคิด



          "ความมั่นใจ" ถือเป็นก้าวแรกสู่ความสำเร็จและเป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิต ทั้งเรื่องเรียนและการทำงาน นอกจากจะส่งผลให้เป็นคนกล้าแสดงออก และกล้าเผชิญกับเรื่องต่างๆ อย่างมั่นใจแล้ว ยังทำให้บุคลิกภาพดีด้วย

          แต่สำหรับใครที่ยังรู้สึกขาดความมั่นใจ "เกร็ดความรู้" สัปดาห์นี้มีวิธีเพิ่มความมั่นใจมาฝากกัน

          1. ยอมรับตนเอง เพราะทุกคนย่อมมีความแตกต่างกัน จึงควรภูมิใจในสิ่งที่เราเป็น โดยอย่านำตัวเองไปเปรียบเทียบกับผู้อื่น

          2. อย่าลังเลที่จะเรียนหรือทำสิ่งที่ชอบ เพราะสิ่งที่เราคิดว่าทำไม่ได้นั้น อาจเป็นกิจกรรมที่ช่วยดึงพรสวรรค์ที่ซ่อนในตัวเราออกมาก็ได้

          3. คิดมีเหตุผล เมื่อเกิดข้อผิดพลาดในเรื่องต่างๆ อย่าโทษตัวเองทุกเรื่อง และอย่าคิดว่าครั้งต่อ ๆ ไปก็จะผิดพลาดตลอด ควรใช้หลักการคิดอย่างมีเหตุผล เพราะหลายคนมักประเมินมาตรฐานตนเองต่ำเกินไป จึงยิ่งบั่นทอนความมั่นใจให้ลดน้อยลง

          4. เผชิญหน้ากับปัญหา โดยคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนต้องเจอ หลังจากนั้นให้ใช้สติเพื่อการแก้ไขเพราะปัญหาทุกอย่างมีทางออก

          5. รักษาสุขภาพกายและใจ ให้แจ่มใส ไม่หมกมุ่นอยู่กับข้อด้อยของตัวเอง เพราะข้อด้อยต่างๆ สามารถพัฒนาให้กลายเป็นข้อดีได้

          6. บันทึกไดอารี่ความสำเร็จ ในเรื่องต่างๆ และเมื่อกลับมาอ่านจะช่วยให้เกิดความภูมิใจในความสามารถของตนเอง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการดำเนินชีวิตได้

          "ความมั่นใจ" นั้น แท้จริงแล้ว เป็นสิ่งที่ทุกคนมีอยู่ในตัวเอง แค่เริ่มต้นจากการคิดง่ายๆ สร้างกำลังใจให้ตัวเอง เพียงเท่านี้ก็จะช่วยสร้างความมั่นใจได้มากทีเดียว หลังจากนั้นก็ค่อยๆ ปรับให้ "ความมั่นใจ" กลายเป็นลักษณะนิสัยของตัวเองในที่สุด

บทความที่ 2  

′เวิร์กชิฟติ้ง′ รูปแบบการทำงานใหม่แห่งอนาคต

รูปแบบของการทำงานในปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนแปลงไป หลังจากที่ผู้คนเริ่มมีอุปกรณ์เคลื่อนที่ใช้งานส่วนตัวกันมากขึ้น ซึ่งองค์กรต่างๆ ต้องหันมาตระหนักว่า การเปิดกว้างให้พนักงานสามารถทำงานจากที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย สำหรับประเทศไทย รายงานเรื่องสถานที่ทำงานแห่งอนาคตของซิทริกซ์ บริษัทต่างๆ ในไทย ยังคงตามหลังประเทศอื่นๆ ในโลก ในแง่ของการรับเอาโมบายล์เวิร์กสไตล์เข้ามาใช้งาน แต่ก็มีทิศทางแนวโน้มเพิ่มขึ้นไปอย่างช้าๆ โดยคาดว่าราวกลางปี 2557 จะมีประมาณ 45 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรภายในไทย ที่หันมาใช้โซลูชั่นด้านโมบายล์

Work

รูปแบบการทำงานแบบใหม่ ที่เรียกว่า "เวิร์กชิฟติ้ง" จึงเกิดขึ้น เวิร์กชิฟติ้ง ก็คือการยินยอมให้คนในที่ทำงานสามารถเลือกเวลา สถานที่ และอุปกรณ์ในการทำงานที่เหมาะสมที่สุดตามต้องการ ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวกำลังเข้าไปเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินธุรกิจขององค์กรสมัยใหม่ และยังกลายเป็นเป้าหมายที่สำคัญทางธุรกิจ

ทั้งนี้ จากดัชนีของ Citrix Global Workshifting พบว่า 93 เปอร์เซ็นต์ของผู้มีอำนาจในการตัดสินใจด้านไอทีได้ระบุอย่างชัดเจนว่ามีความตั้งใจที่จะสร้างสภาพแวดล้อมทางการทำงานที่ยืดหยุ่นในราวปี 2556 โดยมีปัจจัยด้านการลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ และการเพิ่มความสามารถในการใช้พื้นที่ทำงานด้วยการแบ่งพื้นที่ทำงานตามปกติ กับพื้นที่ทำงานผ่านระบบเครือข่าย (logical workspace) ที่ชาญฉลาดเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ กลยุทธ์พื้นที่ทำงานแบบทางเลือกสามารถขจัดข้อจำกัดรูปแบบการทำงานในออฟฟิศแบบเดิมๆ ได้อีกด้วย

ขณะที่ดัชนีข้อมูลของ Citrix Global Security Index องค์กรมากกว่า 90% ต่างเห็นพ้องว่าเดสก์ท็อป เวอร์ชวลไลเซชั่นคือ หนึ่งในพื้นฐานที่จะตอบสนองต่อความต้องการที่จะทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องด้วยความปลอดภัย ตัวเทคโนโลยีช่วยสร้างรากฐานความเป็นส่วนตัว และความสอดคล้องต่อการปฏิบัติตามกฎ และข้อบังคับซึ่งเป็นสิ่งที่องค์กรที่กำลังอยู่ระหว่างการนำกลยุทธ์ "เวิร์กชิฟติ้ง" มาใช้จำเป็นต้องมี

และทั้งหมดนี้ยิ่งทวีความสำคัญยิ่งขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มพนักงานที่เชื่อมต่อเข้าระบบแบบระยะไกลจากบ้าน และจากเครือข่ายที่ไม่มีความปลอดภัย ซึ่งหากอุปกรณ์ที่ใช้ไม่มีการรักษาความปลอดภัยที่เพียงพอ การทำเวอร์ชวลไลเซชั่นจะช่วยลดความเสี่ยงขององค์กรลงเนื่องจากข้อมูลจะไม่ถูกจัดเก็บไว้ที่ปลายทาง เทคโนโลยีเดสก์ท็อป เวอร์ชวลไลเซชั่นสามารถช่วยให้ผู้ที่ต้องติดต่อประสานงานเชื่อมต่อในขอบเขตที่จำกัดเพื่อเข้าถึงข้อมูล และแอพพลิเคชั่นขององค์กร ในขณะที่ช่วยปกป้ององค์กรจากการคุมคามจากภายนอก

ด้วยการทำให้การทำงานสามารถเป็นไปได้จากทุกพื้นที่ รวมถึงการทำลายข้อจำกัดของสถานที่ตั้ง กลยุทธ์เวิร์กชิฟติ้งสามารถกลายมาเป็นชิ้นส่วนที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการขยายศูนย์รวมแรงงานให้กว้างขวางเพิ่มมากขึ้น องค์กรสามารถเฟ้นหากลุ่มคนที่มีความสามารถพิเศษในระดับต้นๆ อีกทั้งยังสามารถเข้าถึงศูนย์รวมแรงงานที่มีต้นทุนที่ต่ำกว่าในเชิงกลยุทธ์เพื่อการลดค่าใช้จ่ายต่อไปในอนาคต ความจริงแล้ว ครึ่งหนึ่งขององค์กรในดัชนี "เวิร์กชิฟติ้ง" ตระหนักรู้ถึงความได้เปรียบที่จะได้รับจากกลยุทธ์ในการสร้างแรงดึงดูดใจในการทำงาน และการรักษาพนักงานที่มีความสามารถไว้กับองค์กร

การทำงานแบบโมบายล์ยังช่วยให้พนักงานสามารถทำงานในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับพวกเขา รวมถึงปริมาณงานที่ต่างได้รับมอบหมายด้วย การทำงานในรูปแบบดังกล่าวช่วยเอื้อประโยชน์ให้กับพนักงานที่ต้องการความยืดหยุ่นในการทำงานสูงสุด รวมถึงความสามารถในการตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันในการทำงานอย่างรวดเร็ว ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มขอบเขตของเวลาในการทำงาน ยังมอบความยืดหยุ่นที่พวกเขาต้องการในการรักษาสมดุลชีวิตการทำงาน และชีวิตส่วนตัวได้อีกด้วย

ผลที่ได้คือ ความพึงพอใจของพนักงาน และความสามารถขององค์กรในการเก็บรักษาพนักงานที่ผ่านการฝึกอบรม ที่มีทักษะในการงานที่ดีเอาไว้ได้ รวมทั้งยังได้รับผลผลิตในการทำงานที่ดีของพนักงานอีกด้วย ในดัชนีของเวิร์กชิฟติ้ง จำนวน 64% ของผู้ที่ถูกตั้งคำถามต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือ การเพิ่มปริมาณผลิตผลในการทำงานเป็นสำคัญนั่นเอง


บทความที่ 3

นิยามใหม่ชอปปิงออนไลน์

วันนี้ขอเปลี่ยนจากการแนะนำอาชีพที่ทำมาค้าขายกันบนโลกออนไลน์ มาเป็นข้อมูลวิชาการเกี่ยวกับการค้าออนไลน์ที่มีประโยชน์มีรายงานจากอีริคสันถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคในการเลือกซื้อและชอปปิงออนไลน์ แม้จะเป็นข้อมูลพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ของต่างประเทศ แต่มีหลายอย่างที่ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายในบ้านเราควรนำมาพิจารณาเริ่มด้วย  อิน-ไลน์ ชอปปิง (in-line shopping) ได้กลายเป็นคำนิยามใหม่ที่สะท้อนพฤติกรรมการชอปปิงของผู้บริโภค ที่จะเลือกดูสินค้าของจริงในร้านค้า (in-store shopping) ควบคู่ไปกับการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์โดยตรง (online shopping)โดย 39 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนในสหรัฐอเมริกา ใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนจ่ายเงินซื้อของเล็ก ๆ น้อย ๆ ใช้สแกนบาร์โค้ดสินค้า หรือดาวน์โหลดคูปองส่วนลดต่าง ๆผู้ขายสินค้าจะได้รับประโยชน์ หากเข้าใจผู้บริโภค ที่ต้องการซื้อสินค้าให้ได้ในทันทีที่อยากได้ และสามารถเลือกซื้อสินค้าได้ทั้งในร้านค้าจริงและบนช่องทางออนไลน์ควบคู่กันอย่างมีประสิทธิภาพ

Shopping

ผลการสำรวจดังกล่าว อยู่ในรายงานพฤติกรรมผู้บริโภค เรื่อง in-line shopping  หรืออิน-ไลน์ชอปปิง ที่ร่วมกันเขียนโดยสถาบันวิจัยโคเปนเฮเกนและอีริคสัน คอนซูเมอร์ แล็บรายงานระบุว่า โลกแห่งสังคมเครือข่าย (Networked Society) ในยุคปัจจุบัน ทำให้มนุษย์สามารถเลือกสลับปรับเปลี่ยนระหว่างโลกออฟไลน์  หรือโลกปัจจุบัน กับโลกออนไลน์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ และอีกไม่นานอาจจะไม่สามารถแยกโลกออนไลน์ ออกจากโลกออฟไลน์ได้อย่างเด็ดขาด เพราะคนในยุคปัจจุบันสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลาเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนทั่วโลกล้วนเข้าสู่โลกออนไลน์ก่อนที่จะลุกขึ้นจากเตียงด้วยซ้ำ และการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของโมบาย แอพพลิเคชั่น ก็มีส่วนสำคัญที่ส่งผลให้ผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมในการเลือกซื้อและชอปปิงอีกด้วย

รายงานนี้ใช้ข้อมูลจากผู้บริโภคในสหรัฐ อเมริกา ปี ค.ศ. 2012  จากข้อมูลแสดงให้เห็นชัดเจนว่า  ผู้บริโภคนิยมใช้สมาร์ทโฟนระหว่างการเลือกซื้อของ เพื่อช่วยในการตัดสินใจรายงานนี้ยังชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยให้คำนิยามว่า “in-line shopping” หมายถึง การที่ผู้บริโภคนิยมใช้ทั้งการเลือกซื้อของบนอินเทอร์เน็ต และการเข้าไปดูของที่ร้านจริง ๆ  ควบคู่กันไปพูดกันแบบง่าย ๆ คือ ผู้บริโภคมักต้องการเห็น สัมผัส ลองสินค้า เปรียบเทียบ ราคา เข้าถึงข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้านั้น และรวมไปถึงการจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าโดยไม่ต้องต่อแถวรอไมเคิล บีเยอร์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยของอีริคสัน คอนซูเมอร์ แล็บ ระบุว่า  ผู้บริโภคต้องเลือกซื้อของหลากชนิดเป็นประจำอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน จึงต้องการแอพพลิเคชั่นช่วยให้การชอปปิงกลายเป็นเรื่องง่ายและยังต้องการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตตลอดเวลาต้องได้ซื้อของในทันทีที่ต้องการหรือมีความจำเป็นด้วย

ดังนั้นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขายสินค้าต่าง ๆ ควรทำความเข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภค และปรับตัวให้ทัน เพื่อความสำเร็จของธุรกิจในอนาคตถ้าสนใจอ่านรายงานฉบับสมบูรณ์ของ พฤติกรรมอินไลน์ชอปปิงของผู้บริโภคคลิกเข้าไปดาวน์โหลดไฟล์มาอ่านได้ที่ www.ericsson.com/res/docs/2012/consumerlab/in-line-shopping.pdfจะค้าขายสมัยนี้ ไม่ใช่แค่คิดแล้วเดินไปซื้อของที่ตลาดแล้วมาตั้งโต๊ะขายหน้าปากซอย เพราะผู้ซื้อมีช่องทางให้เข้าถึงสินค้าได้มากมาย มีอำนาจต่อรองมากขึ้นใครมีข้อมูลอยู่ในมือย่อมได้เปรียบ

บทความที่ 4

10 คำถามมหัศจรรย์ไขพลังคิดบวก

อย่างไหนช่วยไขพลังคิดบวกได้มากกว่ากัน ระหว่าง สมองซีกซ้าย กับ สมองซีกขวา
       คมคิด : แม้มือซ้ายจะชนะมือขวา ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร
     
       หลังจากผลสอบวิชาศิลปะผ่านฉลุย แต่วิชาคณิตศาสตร์ออกมาต่ำกว่าเกณฑ์ พ่อจึงให้เวลาเพื่อติววิชานี้กับลูกบอยซึ่งอยู่ชั้น ป.1
     
       “ชาวนาคนหนึ่งโกรธเป็นฟืนเป็นไฟที่เห็นกระต่าย 5 ตัว กำลังกินผักกาดหอมของเขาอยู่ เขาจึงยิงกระต่ายตัวหนึ่ง แล้วเหลือกระต่ายกี่ตัว?” พ่อถามขึ้นมา พร้อมกับคิดในใจว่าทดสอบเรื่องบวกลบเลขง่ายๆ อย่างนี้ไม่น่าตอบผิดนะลูก
     
       ลูกบอยยกนิ้วทั้งห้ามานับ แล้วหักออกไป 1 นิ้ว พร้อมกับขมวดคิ้วนิดหน่อย หันมองหน้าพ่อพร้อมกับยิ้มๆ แบบรู้ทัน ตอบด้วยเสียงดังฟังชัดว่า “จะไปเหลือกระต่าย 4 ตัวได้ยังไงล่ะพ่อ มันก็วิ่งหนีกันไปหมดนะซิครับ”
     
       คำตอบของลูกบอยถูกต้องใช่มั้ยครับ...เรื่องนี้สอนเราบางอย่างว่า สมองของมนุษย์เวลาคิดแก้ปัญหาสามารถใช้ทั้ง 2 ซีกร่วมกันได้ (อาทิ สมองซีกซ้าย เด่นเรื่อง คณิตศาสตร์ การใช้เหตุผล การแยกแยะ, ส่วนสมองซีกขวา เด่นเรื่อง ศิลปะ จินตนาการ เห็นภาพรวม เป็นต้น)
     
       ครั้งหนึ่งผมไปบรรยายเรื่อง “ถอดรหัส 7Habits plus ไขพลังคิดบวก คิดสร้างสรรค์” ให้แต่ละกลุ่มทำกิจกรรมเล่าเรื่องเร้าพลัง โดยใช้ 12 คำที่เหมือนกัน พอทำเสร็จให้แต่ละกลุ่มมานำเสนอเรื่องราว ปรากฏว่า ผลออกมาเป็นเรื่องราวแตกต่างกันไป แล้วแต่ว่าเขาจะจินตนาการด้วยพลังสมองซีกขวาออกมาเป็นแบบไหนอย่างไร ทำให้ทุกคนได้ข้อคิดว่าความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นมาได้จากการนำสิ่งที่มีอยู่เดิมนี่แหละมาเชื่อมต่อกันในมุมมอง ใหม่ด้วยจินตนาการที่เป็นของตัวเอง

idea


     
       เช่นกันครับ การคิดบวก วิธีหนึ่งที่ทำได้ ก็คือ ใช้พลังสมองซีกขวาการจินตนาการด้านบวกให้ออกมาเป็นเรื่องราว จากนั้นใช้พลังสมองซีกซ้ายคัดสรร แยกแยะสิ่งดีๆ จากเรื่องราวนั้นๆ ออกมาแล้วปรับแต่งจนใช้การได้
     
       วันนี้ ผมขอเสนอทักษะคำถามมหัศจรรย์ (Miracle question) เป็นการกระตุ้นสมองซีกขวาให้จินตนาการเหตุการณ์หลังจากปัญหาคลี่คลายแล้วว่าเป็นอย่างไร แล้วมองกลับมาว่าการคลี่คลายดังกล่าว หน้าตามันเป็นอย่างไร เกิดขึ้นได้อย่างไร ทำให้เราก้าวข้ามกรอบความคิดเก่าๆ อารมณ์ด้านลบ ตลอดจนการยึดติดกับเหตุผลเดิมๆ ไปได้...(Adapted from Wikipedia, the free encyclopedia.2010)
     
       ทักษะคำถามมหัศจรรย์ (Miracle question)
     
       กรุณานึกถึงปัญหาที่ยังแก้ไม่ตกสัก 1 เรื่อง แล้วจินตนาการเรื่องราวผ่านการตอบคำถามต่อไปนี้...
     
       เมื่อท่านเข้านอนคืนนี้ ขณะที่ท่านหลับได้เกิดอัศจรรย์บางอย่างขึ้นและทำให้สถานการณ์ปัญหาที่เผชิญอยู่คลี่คลายลงได้ และแล้วท่านก็ตื่นนอนในเช้าวันรุ่งขึ้น...(กรุณาตอบโดยอาศัยจินตนาการต่างๆ อย่างมีอิสระ)
     
       1.เหตุการณ์ปัญหานั้น เปลี่ยนไปเป็นอย่างไร (เพราะปัญหาคลี่คลายแล้ว)
       2.ทำให้ฉันรู้สึกอย่างไร, พฤติกรรมแรกที่เปลี่ยนไปของฉันคืออะไร
       3.ฉันสังเกตเห็นว่าอะไรเกิดขึ้น (เพราะทุกอย่างลงตัว ไปกันได้ด้วยดี)
       4.คนอื่นจะปฏิบัติต่อฉันอย่างไร เมื่อเห็นฉันเริ่มเปลี่ยนแปลงตนเอง
       5.ความห่วงกังวลที่เคยมีลดลงใช่หรือไม่, อะไรที่เกิดขึ้นที่ทำให้ฉันลดความห่วงกังวลลง
       6.ฉันรู้ได้อย่างไรว่าปัญหานั้นดีขึ้นแล้ว, อะไรเป็นสัญญาณบ่งชี้
       7.อะไรทำให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น
       8.ใครเป็นคนทำให้มันเกิดขึ้นเป็นจริง เขาคนนั้นทำอะไร
       9.คนอื่นๆ รู้ได้อย่างไรว่า ปัญหาได้คลี่คลายลงแล้ว, อะไรเป็นสัญญาณบ่งชี้
       10.ใครน่าจะเป็นคนที่รู้ก่อน, เขาจะพูดถึงเรื่องดังกล่าวว่าอย่างไร
     
       เพื่อคัดสรรสิ่งดีๆ ออกมาจากคำตอบข้างต้น (ซึ่งมีไอเดียบางอย่างที่ผุดมาแล้วนั้น) นำมาพิจารณาต่อว่า
     
       1.แรงกดดันจากปัญหานี้ลดลงจาก คะแนนเต็ม 10 ลดเหลือเท่าไร?
       2.สรุปว่า ปัญหานี้ ฉันจะรับมือด้วยวิธีใดบ้าง?
       3.นับจากนี้ไป ฉันมั่นใจว่าสามารถรับมือปัญหานี้ได้กี่เปอร์เซ็นต์?
       4.ปัญหานี้ทำให้ฉันได้เรียนรู้อะไรเพิ่ม?
     
       เพื่อพัฒนาในเรื่องนี้ ผมมีหลักสูตรแนะนำ ได้แก่ เพิ่มผลผลิตอย่างเหนือชั้น...ด้วยพลังคิดนอกกรอบ (Creative thinking), คิดแบบผู้นำที่เหนือชั้น...ด้วยพลัง Smart Brain, คิดเหนือระดับ: คิดเชิงระบบ (Systems thinking)

บทความที่ 5

จิตแพทย์แนะ 5 วิธีรักษาสมดุลทางร่างกาย-จิตใจ

เรามักได้ยินคำว่า “สมดุล” ของร่างกายในหลายโอกาส ซึ่งมักจะเข้าใจว่าเป็นเฉพาะเรื่องทางกายเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว การรักษาความสมดุลนั้นเป็นเรื่องของจิตใจด้วย

Balance

       ซึ่งในเรื่องนี้ นพ.ลัญฉน์ศักดิ์ อรรฆยากร จิตแพทย์ โรงพยาบาลมนารมย์ ผู้ซึ่งได้ศึกษาเพิ่มเติมทางศาสตร์การแพทย์แผนจีนและการฝังเข็มเพื่อการสร้างความสมดุลให้ร่างกายและจิตใจ ได้ให้ข้อมูลว่า ความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นกับเรานั้นมีสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งคือ การเสียสมดุลของร่างกายและจิตใจ โดยมีปัจจัยมาจากสภาพแวดล้อม มลพิษ สารเคมี ฝุ่นละออง และเชื้อโรค รวมถึงการดำเนินชีวิตประจำวันที่มีความเร่งรีบ แข่งขัน ทำให้เกิดผลต่อจิตใจ เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล นอนไม่หลับ หรือซึมเศร้า
     
       แม้ว่าธรรมชาติร่างกายของเราจะมีกลไกในการปกป้องและรักษาตนเองจากการเจ็บป่วยได้ แต่การรักษาสมดุลของทั้งร่างกายและจิตใจ น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยป้องกันการเจ็บป่วย ทั้งยังช่วยเสริมสร้างศักยภาพให้เซลล์และอวัยวะภายในร่างกายมีความสมบูรณ์ แข็งแรง และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
     
       จิตแพทย์อธิบายเพิ่มเติมว่า ร่างกายและจิตใจจะต้องมีความสมดุลกัน จึงจะทำให้คนเรามีสุขภาพที่สมบูรณ์ ไม่เจ็บไม่ป่วย มีความสุข ทั้งการทำงาน และการดำเนินชีวิต แต่เมื่อใดกายและใจเกิดไม่สมดุลกันแล้ว ก็จะทำให้เกิดผลกระทบขึ้นได้ ทางการแพทย์ระบุว่า จิตใจมีส่วนที่ก่อให้เกิดโรคทางกายได้ เช่น เวลาเครียดมากๆ ก็จะมีฮอร์โมนความเครียดเกิดขึ้นและฮอร์โมนก็จะส่งผลต่ออวัยวะและความสมดุลระบบเซลล์ ทำให้เซลล์ทำงานหนัก เซลล์แก่เร็วขึ้น ทำให้คนเราแก่เร็ว เวลาเครียดมากๆ หรือพักผ่อนไม่เพียงพอฮอร์โมนความเครียดก็จะสูงขึ้น การทำงานของระบบฮอร์โมนอื่นๆ ก็กระทบกระเทือนไปด้วย ส่งผลต่ออวัยวะ เช่น เวลาเครียดมากๆ ท้องจะผูก ระบบการขับถ่ายผิดปกติ อวัยวะระบบต่างๆ ในร่างกายก็ทำงานปั่นป่วน ไม่เป็นปกติ เกิดความอ่อนแอขึ้น อาการเจ็บป่วยต่างๆ จะมีมากขึ้น เวลาอดนอน หรือพักผ่อนไม่เพียงพอก็จะมีอาการหงุดหงิด โกรธง่าย ไม่มีสมาธิ เป็นต้น
     
       นพ.ลัญฉศักดิ์ อธิบายการเจ็บป่วยตามแนวแพทย์แผนจีน ว่า เมื่อใดก็ตามที่จิตใจมีภาวะไม่ปกติเสียสมดุลก็จะส่งผลให้ร่างกายสูญเสียความสามารถในการดูแลรักษาด้วยตัวเอง เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหรืออาการผิดปกติได้หลายอย่าง อาทิเช่น เป็นแผลร้อนในบ่อยๆ เนื่องจากเกิดความร้อนขึ้นที่ตับและหัวใจ จึงแสดงออกที่อวัยวะภายนอก มีแผลร้อนในที่ปาก ปากแดง ลิ้นแดง ตาแดง เพราะตาถือเป็นอวัยวะทวารเปิดของตับ หากมีความร้อนที่ปอดก็จะออกมาทางจมูกและผิวหนัง มีผื่นภูมิแพ้ที่ผิวหนัง เป็นสิวเรื้อรัง รวมถึงโรคกระเพาะอาหารเรื้อรัง กรดไหลย้อน ท้องอืดอาหารไม่ย่อย ท้องผูก ท้องเสีย นอนไม่หลับ ตื่นขึ้นมาไม่สดชื่น อารมณ์ปรวนแปร อ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุ บางคนอาจเกิดอาการซึมเศร้า มีความคิดทำร้ายร่างกายตนเอง และคิดฆ่าตัวตายได้ หลายคนเมื่อเกิดอาการเหล่านี้ก็จะรักษาไปตามอาการ โดยการรับประทานยา เมื่อหายแล้วสักพักก็จะเกิดอาการขึ้นซ้ำอีก เพราะเมื่อหากร่างกายหายเป็นปกติสมบูรณ์แล้ว แต่จิตใจยังมีปัญหาอยู่ ไม่ได้รับการแก้ไขเรื่องความไม่สมดุล ก็จะทำให้เกิดความเจ็บป่วยขึ้นอีก

 เมื่อร่างกายและจิตใจมีความสมดุล ระบบต่างๆ ของร่างกายก็จะกระตุ้นให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองได้ อาการผิดปกติจะดีขึ้นและสามารถป้องกันโรคต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจิตแพทย์ได้แนะวิธีการสร้างสมดุลด้านจิตใจและร่างกาย เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น โดยมี 5 ข้อหลักๆ ดังนี้
     
       1.หมั่นออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาเพื่อเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์ มีระบบภูมิต้านทานที่ดี อวัยวะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการออกกำลังกายจะช่วยทำให้หัวใจและปอดแข็งแรง เลือดไปเลี้ยงสมองได้มากขึ้น ช่วยลดคอเลสเตอรอล ทำให้โอกาสเส้นเลือดอุดตันลดลง ส่งผลดีต่อระบบการย่อยและการขับถ่าย ทั้งยังช่วยทำให้นอนหลับสนิทหลับได้นานอีกด้วย
     
       2.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และจำเป็นต่อร่างกาย ดื่มน้ำให้เพียงพอ ไม่ควรทานอาหารที่เป็น กรดหรือด่างมากจนเกินไป แต่ถ้าเมื่อไรที่ร่างกายและอวัยวะภายในมีความร้อน อาหารที่มีฤทธิ์เย็นที่ช่วยปรับสมดุลของร่างกายให้เป็นปกติได้ คือ ผักบุ้ง ตำลึง ผักหวาน แตงกวา ฟัก และหัวปลี ส่วนผลไม้ควรเป็นประเภท มังคุด มะยม แตงโม แตงไทย แคนตาลูป ส้มโอ กล้วยน้ำว้า แก้วมังกร กระท้อน แอปเปิล น้ำมะพร้าว และลูกพรุน เป็นต้น
     
       3.พักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการอดนอนทำให้ระบบการเผาผลาญในร่างกายไม่ดี ฮอร์โมนทำงานไม่ปกติ เกิดการติดขัดของเมตาโบลิซึม และส่งผลต่อด้านอารมณ์และจิตใจได้
     
       4.เสริมสร้างจิตใจให้แข็งแรงโดยการฝึกทักษะการดูแลจิตใจเพื่อรับมือกับความเครียด โดยการฝึกผ่อนคลายจิตใจอย่างสม่ำเสมอ หยุดพักหยุดคิดเรื่องเครียดต่างๆ เพราะในแต่ละวันจะมีเรื่องเข้ามากระทบจิตใจมากมาย ทำให้อารมณ์ขุ่นมัว เศร้าหมอง เครียด ไม่แจ่มใส หากอารมณ์เหล่านี้ไม่มี การระบายออกก็จะเกิดความเครียดสะสมได้ ควรหากิจกรรมสร้างสรรค์ทำ เช่น ฟังเพลง ดูหนัง เล่นกีฬา ท่องเที่ยวสถานที่ทางธรรมชาติ เที่ยวต่างจังหวัด หรือทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว
     
       5.คอยสังเกตดูแลเอาใจใส่ตัวเองทั้งร่างกายและจิตใจ ว่า อยู่ในภาวะสมดุลหรือไม่ ทำอะไรเกินไป หรือขาดไปบ้าง ให้ฟังเสียงของร่างกายและจิตใจ เพื่อจะได้รู้ว่าเราควรจะปรับตัวเองเพื่อให้ร่างกายและจิตใจอยู่ในสภาวะสมดุลอย่างไร

ที่มา : http://www.com5dow.com/

ไม่มีความคิดเห็น: